เที่ยวป่ายุคดึกดำบรรพ์

ก่อนหน้านั้นที่พอจะนึกออกเกี่ยวกับ จ.อุทัยธานี ก็รู้จักแค่ห้วยขาแข้งกับขนมปังสังขยา น้องๆ บางคนยังคิดว่าเป็นจังหวัดที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันนั้นหนักกว่า ไม่รู้ว่าจำสลับกับอุดรธานี หรือจำชื่อเป็นอุทัยธานีราชสีมากันแน่ – -“ และเหตุเพราะจังหวัดนี้เป็นจังหวัดปิด ไม่ได้เป็นทางผ่านเหมือนเช่นอยุธยา นครสวรรค์หรือจังหวัดอื่นๆ ความเจริญแบบแสง สี เสียง ห้างสรรพสินค้า เรียกได้ว่าหาไม่ได้ในจังหวัดนี้ ดัชนีชี้วัด เช่น เซเว่นอีเลฟเว่น ทั้งจังหวัดไกด์บอกว่ามีแค่ 1 หรือ 2 ที่เอง…ว่าวววว

ลองไปฟังคำขวัญประจำจังหวัดหน่อยมั๊ยคะ จะได้รู้ว่าที่นี่มีอะไรน่าสนใจ

อุทัยธานี เมืองพระชนกจักรี ปลาแรดรสดี ประเพณีเทโว ส้มโอบ้านน้ำตก
มรดกโลกห้วยขาแข้ง แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง ตลาดนัดดังโคกระบือ

ว่าแล้วคณะฉิ่งฉาบทัวร์ก็ล้อหมุนออกจากชลบุรีตั้งแต่ 6 โมงเช้า ความจริงนัดกันเช้ากว่านั้น แต่ใครไม่รู้ตื่นสาย

เดินทางมาถึงอุทัยใช้เวลาประมาณ 4 ช.ม. มาถึงแดดกำลังแรงใช้ได้เลยค่ะ เราไปแวะชมเรือนไทยไม้สักทองที่ อ.บ้านไร่ เป็นที่แรก อยู่ในบริเวณของวัดถ้ำเขาวง โดยตัวเรือนไทยมี 4 ชั้นสร้างจากไม้สัก และไม้มะค่า ถือเป็นสถาปัตยกรรมไทยที่สร้างจากภูมิปัญญาชาวบ้าน พร้อมภูมิทัศน์ที่สวยงามคือด้านหลังเป็นภูเขาหินปูน ด้านหน้าเป็นสระน้ำ และสวนที่ประดับด้วยไม้ดัด ไม้ประดับ

เรือนไทยไม้สักทอง

จากนั้นเราเดินทางไปเยี่ยมชมหินงอกหินย้อย ที่วนอุทยานถ้ำเขาวง การเตรียมตัวที่ถูกต้องตัวย่างตามรูปเลยค่ะ รองเท้าผ้าใบ ไฟฉายคนละกระบอก ^^ กว่าจะได้เข้าถ้ำก่อนอื่นก็ต้องเดินขึ้นไปบนเขาซะก่อน ไม่ถึงกับหอบแต่หายใจถี่เชียวค่ะ อาการเดียวกันมั๊ย 555

ภายในก็มีหินงอกหินย้อยเป็นรูปต่าง เช่น ช้าง จระเข้ นกกระจอกเทศ เจ้าแม่กวนอิม ฯลฯ สิ่งมีชีวิตที่พบได้ทั่วไปนอกจากค้างคาว แล้วก็ยังมี.. งูกินค้างคาวด้วย กรี๊ด!

ถ้ำเขาวง

ออกมาจากถ้ำเขาวงก็ใกล้เที่ยงพอดี เราเลยไปแวะทานข้าวกันก่อน (ขอไปรีวิวอาหารตอนล่องแม่น้ำสะแกกรังนะคะ) หลังจากนั้นก็เดินทางไปชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์หมู่บ้านผ้าทอลายโบราณที่ กลุ่มทอผ้าแม่บ้านเกษตรกรบ้านผาทั่ง ลายผ้าทอมือของที่นี่ได้รับรางวัลที 1 ของโลก จาก UNESCO ทีเดียวเชียว

กลุ่มทอผ้าแม่บ้านเกษตรกรบ้านผาทั่ง

ความอึดของเรายังไม่หมด ขอพาย้อนเวลาเที่ยวป่ายุคดึกดำบรรพ์ที่หุบป่าตาด สถานที่ UNSEEN THAILAND ซึ่งกรมป่าไม้ได้ประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ เพราะที่นี่มีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่แปลกและมีพันธุ์ไม้หายาก (ต้นตาดเยอะตามชื่อ) ในบริเวณหุบเขานี้มีลักษณะคล้ายป่าดงดิบและยังมีความชุ่มชื้นสูง แสงจะส่องถึงพื้นได้เฉพาะตอนเที่ยงวันเพราะมีเขาหินปูนสูงชันล้อมรอบ

หุบป่าตาด

เดินเดินเดิน

เดินกันเมื่อยมาทั้งวันไปแช่เท้าในน้ำพุร้อนกันดีกว่าค่ะ น้ำพุร้อนบ้านสมอทอง ตั้งอยู่ในโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยขุนแก้ว เดิมเป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติขนาดเล็กที่ผุดขึ้นมาผิวดิน เป็นน้ำใสและมีกลิ่นกำมะถันฉุนมีความร้อนขนาดต้มไข่สุกภายใน 5 นาที ไหลผ่านช่องเขาไปรวมกับน้ำในลำห้วยคอกควาย ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงให้เป็นบ่อน้ำพุร้อน และเป็นจุดชมทิวทัศน์ และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม

น้ำพุร้อนบ้านสมอทอง

ตะลอนกันจนตะวันคล้อย ก็ได้เวลากลับที่พัก ทริปนี้เราไปพักกันที่ห้วยขาแข้งคันทรี่โฮมรีสอร์ท ที่นี่อากาศดี มีพื้นที่กว้างขวาง เต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น มีกิจกรรมขี่จักรยาน ว่ายน้ำ ลานออกกำลังกาย ฯลฯ โดยเฉพาะตอนเช้า ทางรีสอร์ทได้มีกิจกรรมให้แขกที่มาพักร่วมทำบุญตักบาตร เราเลยได้ทำกิจกรรมดีดี อิ่มบุญกันไป

ห้วยขาแข้งคันทรี่โฮมรีสอร์ท

เดินทางเดินทางเดินทาง

อิ่มท้องอิ่มบุญกันเรียบร้อย กองทัพก็ไม่รอช้า เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปศึกษาธรรชาติได้แบบไม่ค้างคืนทั้งหมด 3 จุด คือ บริเวณสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าไซเบอร์ และบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแม่ดี

ห้วยขาแข้ง

ในบริเวณที่ทำการเขตฯ มีรูปปั้นคุณสืบ นาคะเสถียร หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อดูความเป็นไปของผืนป่าตะวันตก มีบันได 8 ขั้น ที่สื่อความหมายว่าคุณสืบดำรงตำแหน่งหันหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯ อยู่ 8 เดือนและลวดลายบนบันไดบ่งบอกถึงอุปสรรคในการทำงานที่นี่

อาคารอนุสรณ์สถานสืบ นาคะเสถียร ซึ่งใช้เป็นอาคารเอนกประสงค์ในการจัดกิจกรรมต่างๆ ซึ่งมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับคุณสืบไว้ด้วย
บ้านพักคุณสืบ ซึ่งภายในบ้านพักยังคงสภาพไว้เหมือนครั้งที่คุณสืบยังมีชีวิตอยู่
อนุสรณ์คนงานลาดตระเวน ที่ถูกยิงเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ อยู่บริเวณหน้าบ้านพักรับรอง

อนุสรณ์สถานสืบ นาคะเสถียร

หลังจากเลือกซื้อของที่ระลึกจากร้านค้าสวัสดิการในเขตรักษาพันธุ์ฯ เป็นที่เรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่เรารอคอยอีกแล้ว 555 อย่างไม่รอช้าเรามุ่งหน้าเข้าเมืองเพื่อไปรับประทานอาหารกลางวันบนเรือ ที่จะพาล่องไปตามลำน้ำสะแกกรังเพื่อชมวิถีชีวิตชาวแพริมน้ำ

เมนูขึ้นชื่อของอุทัยคงไม่พ้นปลาแรด โดยเฉพาะปลาแรดที่เลี้ยงในกระชังในแม่น้ำสะแกกรังนับว่าขึ้นชื่อมาก เพราะน้ำมีการไหลเวียนดี และมีแร่ธาตุสมบูรณ์ จึงทำให้ปลาแรดมีเนื้อนุ่มเหนียว อันนี้คอนเฟิร์ม!!

เมนูอื่นๆ ก็มี น้ำพริกปลาร้า ขนมจีนแกงเขียวหวาน แกงเผ็ดไก่บ้านของหวานก็เป็นส้มโอบ้านน้ำตกค่ะ

เมนูอาหาร

อิ่มอร่อยกับอาหารแล้วก็มาเพลิดเพลินกับทิวทัศน์สองฝั่งน้ำที่เป็นชุมชนชาวแพดั้งเดิม กลางน้ำเป็นเกาะเทโพซึ่งมีเส้นทางปั่นจักรยานชมบรรยากาศที่สงบร่มรื่นบนเกาะ มีวัดโบสถ์ที่เป็นวัดเก่าอยู่ริมน้ำ โดยมีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่น่าชมหลายหลัง ได้แก่ มณฑปแปดเหลี่ยม ที่มีลักษณะผสมแบบตะวันตก เจดีย์หกเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสองทรงรัตนโกสินทร์ และแพโบสถ์น้ำซึ่งใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนา เช่น งานบวช งานศพ ฯลฯ

ล่องลำน้ำสะแกกรัง

ก่อนที่ท้องจะตึงหนังตาจะหย่อนไปมากกว่านี้ เพราะนั่งเรือแล้วลมมันเย็น 555 เราก็แวะให้อาหารปลาที่วังมัจฉาอีกหน่อย ปลาเยอะเชียวค่ะ อ้าปากกว้างเอาขนมปังป้อนได้เลย ติดคอบ้างรึป่าวก็ไม่รู้

ที่สุดท้ายของวันนี้คือวัดท่าซุง เราได้เข้าไปเยี่ยมชมวิหารแก้ว ซึ่งภายในปิดด้วยประจกใสเกือบทั้งหมด เป็นที่ไว้พระศพองค์หลวงพ่อ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง) ที่ประดิษฐานของพระประธาน (ทรงพุทธชินราช) อลังการสวยงามมาก แต่ก็ร้อนมากเช่นกัน (ไม่รู้เพราะอากาศ หรือเพราะเข้าใกล้คุณพระคุณเจ้า 55)

วัดท่าซุง

น่าเสียดายที่เวลาไม่อำนวย ประกอบกับชาวคณะก็เพลียแดดกันเต็มที่ เราจึงไม่ได้ขึ้นไปบนยอดเขาสะแกกรัง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง และพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ แห่งรัชกาลที่ 1 รวมถึงระฆังใบใหญ่ ที่เค้าบอกว่าถ้าไม่ได้มาตีแสดงว่ายังมาไม่ถึงอุทัยธานี (เอ… แล้วตกลงเราไปถึงรึยังเนี่ย )

นอกจากนี้บนยอดเขาสามารถยังมองเห็นทิวทัศน์เมืองอุทัยธานีได้กว้างขวาง ประเพณีตักบาตรเทโวอันมีชื่อเสียงก็จัดขึ้นที่นี่ค่ะ ก่อนกลับเราไม่ลืมไปรับของฝาก นั่นคือ ขนมปังสังขยา แม่ป่วยลั้ง อันโด่งดัง (ต้องโทรไปสั่งไว้เพราะปกติขนมปังที่ผลิตในแต่ละวันมาจะส่งเข้า กทม และตามร้านของฝากต่างๆ ทั้งหมด) สำหรับใครที่อยากรู้จักอุทัยธานีมากกว่านี้ ลองมาเยี่ยนดูนะคะ แล้วจะรู้ว่าที่นี่… ไม่ธรรมดา